Untitled Document
$('#s1').cycle({fx:'scrollLeft',easing: 'bounceout',delay: -2000});
Untitled Document
จตุรพร ทัวร์ เชียงราย ::รับจัดทัวร์ทั้งใน และต่างประเทศ | เที่ยวจีน เชียงตุง เมืองลา สิบสองปันนา นครวัด นครธม กัมพูชา เวียดนามกลาง ลาว พม่า ฯลฯ::
จตุรพร ทัวร์ เชียงราย ::รับจัดทัวร์ทั้งใน และต่างประเทศ | เที่ยวจีน เชียงตุง เมืองลา สิบสองปันนา นครวัด นครธม กัมพูชา เวียดนามกลาง ลาว พม่า ฯลฯ::
แพคเกจทัวร์ สิบสองปันนา ทางเครื่องบิน

 

รู้จักเมืองหลวงพระบาง (อ่าน 3436 ครั้ง)


ชาวลาวในเมืองหลวงพระบาง เป็นชนเผ่าที่เรียกว่า "กาว" เดิมเมืองนี้ชื่อ"ชวา" การที่เรียกว่า "หลวงพระบาง" นั้น เป็นเพราะเมืองดังกล่าวเป็นเมืองหลวงของลาวในยุคก่อน จึงได้ชื่อว่า"เมืองหลวง" และการที่มีพระพุทธรูปยืนชื่อ "พระบาง" เป็นสัญลักษณ์ของเมือง จึงรวมชื่อเป็น "เมืองหลวงพระบาง" ชนเผ่ากาวนี้ส่วนใหญ่ปัจจุบันอาศัยอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของลาว ได้อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยตามริมแม่น้ำโขงและหลายหมู่บ้านในเขตจังหวัด เชียงราย โดยรวมกันอยู่เป็นจำนวนมากที่อำเภอเชียงแสนและอำเภอเชียงของ และอพยพเข้ามาก่อนกรณีพิพาทอินโดจีนหลายสิบปี แต่เป็นจำนวนน้อย

การอพยพครั้งที่สองเมื่อกรณีพิพาทระหว่างไทย-อินโดจีน และครั้งหลังเมื่อประเทศลาวประกาศเป็นประเทศอิสระภาพและยกกำลังเข้าต่อสู้ ฝรั่งเศสแต่ปราชัยลง ชาวลาวดังกล่าวได้พากันอพยพเข้ามาเขตไทยเป็นจำนวนมาก
ถิ่นที่อยู่เดิม คือ บริเวณเมือง"ศรีสตนาคนหุต" หลวงพระบาง หรือ "แคว้นล้านช้างร่มขาว" เมืองหลวงพระบางเคยเป็นนครหลวงของลาว มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "เมืองมะม่วงรู้หาว มะนาวรู้โห่" ภูมิประเทศในแคว้นลาวเหนือนี้ เป็นภูเขาล้อมรอบ หาที่ราบได้ยากแม้แต่กลางเมืองหลวงพระบางเองก็มีภูเขาชื่อพูสีอยู่กลางเมือง เพราะฉะนั้นพืชพันธุ์ธัญญาหารที่นำมาบำรุงเลี้ยงชาวหลวงพระบาง จึงได้มาจากไร่ทั้งสิ้น ในอดีตมีผืนนาอยู่แห่งเดียวเป็นของพระเจ้าแผ่นดินหลวงพระบางเรียกว่า "นาหลวง" ตามปรกติ ข้าว เกลือ เสื้อผ้า ไม้ขีดไฟ น้ำมัน เป็นสินค้าขาเข้าของเมืองนี้


ชาวเมืองหลวงพระบางขอบตั้งหมู่บ้าน อยู่ริมชายฝั่งแม่น้ำ เพราะชอบค้าขายทางน้ำ และหาสัตว์น้ำขาย เช่น ปลา เป็นพวกที่ชำนาญทางว่ายและดำน้ำทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เมืองหลวงพระบางมีจำนวนหมู่บ้านและหลังคาเรือนประมาณ ๘-๙ พันหลังคาเรือน ตัวเมืองล้อมรอบไปด้วยภูเขา ที่กลางใจเมือง มีภูเขาอยู่ลูกหนึ่งชื่อพูสี บนเขาลูกนั้นมีสถูปเจดีย์และรอยพระพุทธบาทประดิษฐานอยู่ในศาลา
มองซิเออร์ปาวี ชาวฝรั่งเศส คลุกคลีตีสนิทกับชาวหลวงพระบางเมื่อครั้งหลวงพระบาง ขึ้นกับไทย โดยการนุ่งผ้าโจงกระเบนและกินหมากเที่ยวแจกยาควินิน จนทำให้แคว้นหลวงพระบางตกไปเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส ปัจจุบันยังมีรูปอนุสาวรีย์ของ ม.ปาวี หล่อด้วยทองแดงขนาดเท่าตัวจริง ตั้งไว้ริมถนนในย่านเจริญ ชาวลาวสูบบุหรี่กันแทบทุกคน และมีคนจำนวนไม่มากนักชอบสูบฝิ่น


ตัวหนังสือเป็นแบบหนึ่งต่างกับอักษรไทยปัจจุบันเรียกว่า หนังสือไทยน้อย ใช้เหมือนกันทั่วทั้งแคว้นลาว คือ ตั้งแต่เหนือสุดจนถึงใต้สุดต่อเขตเขมร และยังมีใช้อยู่ตามวัดวาอาราม หรือบรรดาคนแก่ในภาคอีสานอีกมาก หนังสือไทยน้อยจารึกไว้บนใบลาน ได้รักษาวัฒนธรรมและ วรรณคดีไทยมาจนตราบเท่าทุกวันนี้ เช่น เรื่องศรีทนนชัย ขุนลูนางอั้ว สังข์ศิลป์ชัย ฯลฯ รูปร่างตัวหนังสือใกล้ตัวหนังสือไทยมากที่สุด ผู้รู้หนังสือไทยแล้วเรียนสัก ๒-๓ วันก็จะอ่านออกเขียนได้ หนังสือของชาวแคว้นหลวงพระบางง่ายกว่ามาก บทกลอน เช่นว่า


"ทุกข์บ่มีเสื้อผ้า ฝาเรือนดี พอลื้ออยู่ ทุกข์บ่เห็นหน้าน้อง ตัวอ้ายอยู่บ่เป๋น"


การเลี้ยงผีนั้น ให้เลี้ยงที่หลังบ้าน เพราะศาลผีหรือหิ้งผีสร้างอยู่หลังบ้าน บนหิ้งผีมีรูปปั้นด้วยดินเหนียวเป็นรูปช้างและสัตว์ต่าง ๆ ส่วนหิ้งพระอยู่ในบ้านมีพระพุทธรูปแล้วแต่จะหาได้ไว้เพื่อสักการะบูชา พร้อมทั้งมีกระถามธูป เทียน แจกัน ดอกไม้ นอกจากหิ้งพระและหิ้งผีแล้ว หมู่ชาวบ้านหลวงพระบางยังมีการเคารพและสักการะบูชาศาลพระภูมิเจ้าที่อีกด้วย ศาลพระภูมินี้ตั้งตรงหน้าบ้านหันหน้าศาลไปทางทิศตะวันออก บนศาลมีดอกไม้ธูปเทียนบูชาอยู่เสมอ ถ้าไม่มีศาลพระภูมิตั้งตรงหน้าบ้าน ก็ใช้ธูปเทียนและดอกไม้ปักตามเสาหน้าบ้านหรือตามฝาไม้ขัดแตะตามแต่ต้องการ แต่ก็ต้องมีการเคารพกันทุกหลังคาเรือน ไม่มีการเลี้ยงผีหมู่บ้าน นอกจากผู้ที่ตั้งตนเป็นครูบาอาจารย์มีลูกศิษย์มากหรือเป็นหมอผีจะนัดแนะ บรรดาลูกศิษย์หรือผู้ที่ตนเคยรักษาพยาบาลให้มาทำการเลี้ยงยังเรือนของตน โดยนำข้าวปลาอาหารพร้อมสุรามาทำพิธีเลี้ยงผีกัน หรือจะเรียกว่า "ไหว้ครู" หรือ "ยกครู" การเลี้ยงผีนี้ ทำกันในราวเดือนเจ็ดใต้ ผีป่า ผีไร่ ผีสวน ไม่มี คงมีแต่ผีหลวงหรือเรียกกันว่า ผีหลักมั่น ผีหลักมั่นนับถือว่า มีความศักดิ์สิทธิ์ เป็นมิ่งขวัญของชาวเมืองหลวงพระบาง


ประวัติของผีหลักมั่น แรกเริ่มเดิมที เจ้าฟ้าหรือเจ้าแผ่นดินของเมืองหลวง มีพระราชประสงค์ทำหลักศิลาประจำเมืองซึ่งต้องใช้ผู้หญิงกำลังตั้งครรภ์ฝัง ไว้ใต้หลักนั้น จึงประกาศหาคนในเมืองหลวงที่มีความสมัครใจจะสละชีวิตอยู่กับหลักศิลาประจำ เมือง ถ้าใครสมัครเป็นหลักศิลาจะให้เงินทองแก่สามีบุตรและตัวนาง อีกทั้งหลักศิลาจะได้ประดับด้วยอาภรณ์อันมีค่ายิ่ง เช่นสร้อยคอเพ็ชร์ กำไลเพ็ชร์ เป็นต้น มีหญิงงามผู้หนึ่งสมัครเป็นหลักประจำเมือง เขาจึงให้นางดังกล่าวประดับกายด้วยเครื่องอาภรณ์อันล้นค่าแล้วเชิญขึ้นนั่ง บนเสลี่ยงแล้วแห่ไปรอบตัวเมือง พร้อมทั้งประกาศให้ผู้คนพลเมืองทราบทั่วไปว่า นางจะเป็นเสาหลักมั่นประจำเมือง ก่อนที่จะนำนางไปลงหลุมนั้นก็มีการละเล่นหลายอย่างพร้อมทั้งมีพิธีเลี้ยงนาง ผู้ที่ยอมเป็นเสาหลักมั่นนั้นด้วยอาหารดีต่าง ๆ พอได้ฤกษ์ก็นำตัวนางนั้นลงยืนไปในหลุมซึ่งลึกประมาณบั้นเอว แล้วเอาแท่งศิลาหนึ่งกระทุ้งทับตัวนางนั้นให้จมลงไปอยู่ก้นหลุมแล้วจึงก่อ ทับด้วยเสาปูน ผู้ที่ไปต้องนำเครื่องบูชาไปสักการะหลักมั่นนี้ พร้อมทั้งพูดว่า "หญ้าช้างหญ้าม้า" หมายความว่า เอาใบไม้หรือหญ้ากองไว้สำหรับเลี้ยงช้างม้าของเจ้าแม่หลักมั่นนั้น มีความศักดิ์สิทธิ์ในการบนบาลขอให้ร่ำรวยทางค้าขาย หรือทางเจ็บไข้ได้ป่วย
หลักเสาหลักมั่นนี้ ปลูกศาลไว้ขนาดย่อม ๆ สำหรับตั้งเครื่องสักการะบูชาและดอกไม้ธูปเทียน พร้อมทั้งรูปปั้นด้วยดินเป็นรูปช้าง ม้า วัว ควาย เดือนเจ็ดใต้เป็นเดือนทำพิธีเส้นไหว้ประจำปี คือ นำอาหารทั้งสุกและดิบไปพร้อมกันยังศาลหลักมั่น ถ้าเป็นอาหารดิบก็ลงมือแกง ผัด หรือทอดกัน นำไปตั้งไว้ยังศาลนี้ พร้อมทั้งตั้งสัตย์อธิษฐานขอให้อายุมั่นขวัญยืน หรือแล้วแต่คำอ้อนวอนของผู้ใด การเซ่นไหว้ผ่านไปแล้ว ผู้ที่ไปร่วมงานลงมือเลี้ยงกันภายหลัง การเซ่นไหว้ทำกันหมู่บ้านละวัน มี ๗ หมู่บ้านก็เซ่นไหว้กัน ๗ วัน แต่ต้องทำการเซ่นและไหว้ให้เสร็จภายในเดือน ๗ นั้น


ประเพณี

งานขึ้นปีใหม่เป็นงานที่สนุกสนานของหนุ่มสาวทั้งหลาย มีงานเลี้ยงผีหลวงหรือผีหลักมั่นเดือน ๑๒ ใต้ มีงานประจำปีเรียกว่างานแห่ธาตุ คือ แห่พระเจ้าแผ่นดินเมืองหลวงไปไว้ยังธาตุหลวงจากพระราชวัง เวลา ๙ โมงเช้า ขบวนทหารแต่งตัวเต็มยศนำหน้าสองฟากทาง ถัดจากทหารมีคนสวมหัวโขนหัวหนุมานเป็นพวกตีกลองโครม คือมีหัวหน้าหนึ่งคนตีไม้เป็นจังหวะดัง "ก๊อก ๆ " ๒ ครั้ง แล้วพวกที่มีกลองก็ตีกลองพร้อมกันดังโครม ผู้ตามหลังตีกลองโครมเป็นทหารรักษาพระองค์ แต่งกายด้วยเสื้อปิดอกสีขาวกระดุม ๖ เม็ด นุ่งผ้าสีม่วงสวมถุงเท้ายาวสีขาว รองเท้าผ้าใบสีขาว มือถือหอก ง้าว ทวน มีด กำไว้ ๒ มือ เอาทางคมอาวุธลง ถัดจากทหารรักษาพระองค์เป็นพระราชอาสน์ของพระเจ้าแผ่นดินใช้คนหาม ๘ คน มีกลดกั้นกันแดด(ฉัตร) ตามหลังเสลี่ยงโดยหมู่ข้าราชการและข่ามุ เรียกว่า "พวกตำกิ่ง" โดยเอากระบอกไม้ซางทะลุปล้องใช้กระทุ้งกับหินขณะที่เดินเป็นจังหวะมีเสียง ต่าง ๆ สลับกันเรียกว่า "ข่าทั่งบั้ง" หรือ "ข่ากระทุ้งบอก" ฟังดูคล้ายเสียงเพลง แห่กันจนถึงธาตุหลวงหรือปราสาทหลวงพอถึงให้เจ้าเมือง หรือพระเจ้าแผ่นดินพักผ่อนบนธาตุนั้น
พอบ่าย ๓ โมงมีการชกมวย และการละเล่นต่างๆ หน้าปราสาทหลวงนั้น เช่น ปีนเสาน้ำมันซึ่งเป็นไม้ซางทาด้วยน้ำมันหมู มีเสื้อแขวนอยู่ปลายเสานั้น ถ้าใครปีนขึ้นได้ก็ได้เสื้อเป็นรางวัล แย่งมะพร้าวห้าวทาน้ำมันหมูแล้วนำเอาไปใส่เข่งได้ก็จะได้เสื้อผ้าเป็นรางวัล ตีหม้อขี่ควายเอาเหรียญเงิน คือเอาหม้อดินใส่น้ำผสมด้วยขี้ควายแขวนไว้ผู้จะตีหม้อเอาผ้าผูกตาเสียก่อน แล้วจึงเข้าตีหม้อด้วยท่อนไม้ ถ้าตีถูกหม้อแตกขี้ควายจะกระเด็นถูกหน้าตาและตามร่างกายผู้ตีแล้วเงินซึ่ง ใส่อยู่ในหม้อจะตกลงสู่พื้นดิน มีการตัดมีดแซม(กรรไกร) คือให้เด็ก ๆ เอาผ้าผูกตาแล้วหมุนหลาย ๆ รอบ แล้วให้เอากรรไกรตรงเข้าตัดผ้า ถ้าตัดถูกและเป็นรอยขาดจะเปลี่ยนให้ใหม่

มีการฟ้อนสิงโตกับเทวดาหลวงเรียกว่า"ปู่เยอย่าเยอ" ตอนกลางคืนมีรำโคม โดยถือโคมจุดไฟตรงกลางร่ายรำไปตามทำนองเพลง มีการเลี้ยงข้าวปลาอาหารโดยทั่วถึงกัน เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากกินข้าวแล้วมีการชกมวยหน้าพระที่นั่งอีกครั้งหนึ่ง ตกตะวันบ่าย ๓ โมง จึงแห่พระเจ้าแผ่นดินคืนพระราชวังเดิม


นอกจากนี้ จะมีงานไหว้พระพุทธบาทตามเทศกาลอย่างไทยเรา มีงานที่ออกหน้าออกตาอีกอย่างหนึ่ง คือการแข่งเรือในเทศกาลออกพรรษา แต่ละวัดมักจะมีเรือแข่งงาม ๆ ลงรักปิดทองล่องชาดอยู่เสมอ ครั้นถึงเวลาแข่ง ชาวบ้านแถบวัดนั้นที่หนุ่ม ๆ จะพร้อมใจกันมาเป็นฝีพายโดยพร้อมเพรียงราว ๓๐-๔๐ คน นำเรือลงซ้อมพายก่อนถึงวันงานประมาณ ๔-๕ วัน โดยมีผู้เฒ่า ๑ คนเป็นคนถือท้าย เขาเหล่านี้จะพยายามแข่งนำเกียรติ์มาให้แก่วัดหมู่บ้านของตน ครั้นถึงวันแข่งจริง ประชาชนแต่งตัวสีต่าง ๆ สวยงามเต็มฝั่งแม่น้ำโขง เรือแข่งเตรียมพร้อมและยังมีเรือกรรมการตัดสินเรือชนะ เรือบรรดาเจ้านายข้าราชการจอดชมเป็นขนัด งานแข่งเรือเป็นงานที่ครึกครื้นยิ่งในรอบปีหนึ่ง ๆ นอกจากนี้ มีงานวัดตามเทศกาลทางพุทธศาสนา เพราะชาวหลวงพระบางนับถือศาสนาพุทธ โดยเฉพาะเคยส่งพระสงฆ์เข้ามาศึกษาพระปริยัติธรรมในกรุงเทพมหานครการบวชนาค ไม่ผิดกับชาวเหนือเดือนยี่เป็ง(เพ็ญเดือนสิบสอง) มีการลอยกระทงในแม่น้ำโขงโดยแห่จากวัดลงมาสู่แม่น้ำ มีการประกวดทำกันเป็นรูป ต่าง ๆ งานขึ้นปีใหม่ หยุดงาน ๓ วันเหมือนกันหมด


วิถีชีวิต

ผู้หญิงชาวหลวงพระบางโดยมาก มีผิวขาว รูปร่างเพรียวระหง ในจำนวนหญิง ๘๐ % เป็นหญิงสวยงามจนได้ชื่อว่าเป็นเมืองนางเมรี ตามนิยายเรื่องพระรถนางเมรี ปัจจุบันยังมีสิ่งประกอบเรื่องนี้อยู่หลายอย่าง เช่น สวนพระรถ ซึ่งเป็นสวนผลไม้ป่า มีผลไม้นานาชนิด ภูท้าว ภูนาง ถ้ำนางเมรี ฯลฯ ชาวหลวงพระบางรักความสนุกรื่นเริงอยู่เป็นนิตย์ จะได้ยินเสียงฆ้องดังไม่ขาดระยะจากเมืองหลวงพระบางในบางวัน ผู้หญิงทุกคนสวยงามตามธรรมชาติ มีความอิสระในเรื่องรักใคร่ ด้วยเหตุนี้ จึงมีนักท่องเที่ยวชาวไทยไปเที่ยวเมืองหลวงพระบางแล้วไม่อยากกลับบ้าน ที่เป็นพ่อค้าเร่ร่อนมีภรรยาตามรายทางก็มีอยู่หลายคน การเที่ยวสาวเที่ยวบนบ้านที่ระเบียง โดยมากชอบไปหาสาวเวลากลางคืน ถ้าพอใจกันทั้งสองฝ่ายก็ได้เสียกันก่อนแต่งงาน ถ้าสาวไม่พอใจหนุ่มมาเที่ยวบ้านจะหลบเข้าห้องโดยไม่โผล่หน้าออกมาให้หนุ่ม เห็น แต่หากชอบพอก็จะออกมานั่งสนทนาด้วย
การสู่ขอเป็นหน้าที่ของฝ่ายชาย โดยมีผู้เฒ่าผู้แก่ไปเจรจาขอผู้หญิงจากพ่อแม่ สินสอดทองหมั้นไม่มีอัตราแน่นอนแล้วแต่ฐานะของฝ่ายชาย ถ้าหมั้นกันเสร็จ หญิงไม่ตกลงใจแต่งงานด้วย ฝ่ายหญิงต้องคืนเงินสินสอดทองหมั้น เมื่อนัดกำหนดแต่งงานแล้ว เจ้าภาพทั้งสองฝ่ายก็ป่าวประกาศให้หมู่ญาติพี่น้องทราบทั่วกัน ของที่ที่จะนำมาช่วยส่วนมากเป็นเงิน แต่งงานกันที่บ้านเจ้าสาว
ให้เลี้ยงแขกของเจ้าสาว แขกที่มาช่วยแต่งงาน ถ้าฝ่ายไหนเชิญก็กินเลี้ยงฝ่ายนั้นก่อนเมื่อถึงฤกษ์ดีทางเจ้าสาวให้ผู้เฒ่า คนแก่มานำเจ้าบ่าวไปยังบ้านเจ้าสาวมีการมัดมือและลงขัน(พาน)ด้วยเงินทอง เจ้าบ่าวจะแบ่งไข่ต้มให้เจ้าสาวรับประทานครึ่งซีกเหมือนกับว่า รักกันมีจนก็จะอยู่ร่วมกัน มีเกลือกินเกลือตลอดไป เสร็จพิธีมัดมือแล้วก็กินเลี้ยงเซิ้งลาวร้องรำทำเพลงกัน ผู้ชายต้องอยู่บ้านหญิง เมื่อมีบุตรแล้วจึงไปอยู่ที่อื่นได้ ถ้าเกิดหย่าร้างต้องแบ่งทรัพย์สินเงินทองที่ทั้งสองได้มีขึ้นภายหลังแต่งงาน การมีภรรยาน้อยไม่มีการห้าม บางคนภรรยาหลวงอยู่ร่วมเรือนเดียวกันกับภรรยาน้อยก็มี


ชาวหลวงพระบางนับถือศาสนาพุทธ ในระหว่างเข้าพรรษาทุกวันพระมีการไปวัดตักบาตร ตอนบ่ายฟังเทศน์ ถ้าคนเฒ่าคนแก่ที่ศรัทธาทางศาสนามาก ก็มีการนอนวัดด้วยกัน ขนบธรรมเนียมไม่ผิดทางไทยในเรื่องศาสนา เมืองหลวงพระบาง เป็นเมืองที่รักษาวัฒนธรรมของตนไวได้อย่างดียิ่ง ถ้าเราไปถึงถิ่นจะเห็นวัดวาอารามและขนบธรรมเนียมยังอยู่ในเมืองนี้อย่าง พร้อมมูล การศาสนาก็เคร่งครัด ผู้มีจิตเลื่อมใสศรัทธาทางพุทธศาสนามากไม่มีวัดหรือโบสถ์ศาสนาอื่น ทั้งนี้ มีชาวต่างประเทศเข้าไปเผยแพร่ศาสนาด้วยวิธีการต่าง ๆ ก็หามีผู้นิยมนับถือศาสนาอื่นไม่

โพสโดย :: จตุรพรทัวร์ อีเมล์ : jaturaporntour@hotmail.com เมื่อวันที่ วันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553


ตั้งกระทู้ใหม่ / อ่านกระทู้ทั้งหมด
รูปภาพ
ชื่อ**
อีเมล์
รหัสกันสแปม
2b8xr

 

 
Untitled Document

สนใจติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่
สำนักงาน จตุรพร ทัวร์ ใบอนุญาตนำเที่ยวเลขที่ 21/00493
4/2 หมู่3 ถ.หิรัญนคร อ.แม่จัน จ.เชียงราย 57110
โทร. 053-660657 แฟกซ์.053-660557 มือถือ. 089-8387084
อีเมล์ / MSN : jaturaporntour@hotmail.com , jaturaporntour@gmail.com

CopyRight 2016http://www.jaturaporntour.com :: Design by Chiangrai Enter Soft::